วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

เข้าใจยาก แต่ก็ยังอยากจะเข้าใจ

อาจารย์เกาหลีเคยพูดกับฉันบ่อยครั้ง ทุก ๆ วันก่อนวันหยุดมาถึง
แต่ไหนแต่ไร ฉันรอวันจะได้หยุดพัก แต่ช่วงนี้ความคิดฉันเปลี่ยนไป
"I hate public holiday.."

เมื่อเวลาที่มองไปรอบ ๆ แล้วไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเรา
เมื่อบางครั้งหัวใจเราก้ำกึ่งอยู่ระหว่างมีพันธะ และเป็นภาระกับบางคน
เมื่อนั้นเราแทบไม่อยากจะมีเวลาว่างเพื่อหยุดคิด และคิดถึง
ใคร อะไร และสิ่งใด


การนอนหลับเลยเป็นวิธีที่ดีเลิศ ในการเขี่ยขยะทางอารมณ์ที่มันนอน
ขวางทางเดินในสมองเราทิ้งไปซะ


โทรศัพท์ฉันแทบไม่ส่งเสียงอะไร นอกเสียจากข้อความแสดงความใส่ใจ
เล็ก ๆ น้อย ๆ ในตอนเช้า...
ตกเย็นฉันจึงหันไปถามเพื่อนว่า "นี่ไม่มีใครโทรหาเราจริง ๆ เหรอ..?"
ไร้ค่าเสียแล้ว.. เราจ่ายไปเพื่อสิ่งที่ไร้ความหมายหรือนี่
แล้วความรู้สึกของเราล่ะ ทำไมมันจึงราคาถูกนัก
ถูกขนาดที่ว่า ความหมายของตัวมันลดหลั่น ต่ำต้อยลงทุกขณะ

เราจ่ายความรู้สึกเรา เพื่อแลกกับอะไร. . ที่ตอนนี้

' ก็ยังมองไม่เห็น '



ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นซับซ้อน เกินไป
แต่จะทำยังไง ก็เราโชคดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์เอง..
ใช่ว่าเลียแก้มกันแล้วรักเลยซะเมื่อไหร่..

เป็นอีกเหตุผลที่หลายครั้งฉันเหนื่อยเหลือเกินที่จะเริ่มต้นใหม่
กับใคร และ ใครที่ไม่รู้จัก
ขั้นตอนที่เราจะเปลี่ยนจากคนแปลกหน้ามาเป็นคนรักกัน
นั้นมันจะใช้เวลานานเท่าไหร่เธอเอ๋ย..




20 มกรา 09

วันนี้ไม่ได้ไปหาเธอ เพราะฉันเรียนทั้งวัน คิวเยอะเสียจนคาดไม่ถึง
แต่ฉันก็บอกเธอไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ว่าไปหาไม่ได้ ดีที่เธอไม่ได้งอแงนัก
เพียงแต่พูดว่า "งั้นอีกวันเธอต้องมาหาชั้นนะ สัญญานะ"

เธอใช้สรรพนามแปลกไป..
แต่ไหนแต่ไร เราเป็น 'เค้า' กับ 'ตัวเอง' แต่คงเพราะสมองกระเทือนล่ะมั้ง
ก็เล่นตกตึกเสียตั้งห้าชั้นนี่นาที่รัก..

ฉันหวังว่าเวลาจะเริ่มทำให้เธอคืนกลับมาเป็นปกติไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็ตาม..
ให้มันนานเท่าไหร่ เราก็จะผ่านมันไปด้วยกัน.. อย่างที่ฉันบอกเธอ
ว่าต่อให้ต้องเริ่มกันใหม่หมด ฉันก็จะทำ

คืนก่อนฉันไปเยี่ยมเธอ ยังไม่ได้สังเกตุว่าเธอของฉันพูดแปลก ๆ ไป
บางทีชอบเหม่อมองทีวี จนเพื่อนคนอื่นบอกว่า เวลาพูดด้วยผิงไม่พูด ทำเป็นไม่ได้ยิน

อื่ม.. อันที่จริงเธอเพียงต้องการเวลาเท่านั้นเอง เมื่อวานฉันชวนเธอคุยตลอด
จับมือกันไม่ได้ปล่อย ฉันช่วยพี่แต๋วสระผมให้เธอ เธอยังมีอาการปวดหัวอยู่บ้างเวลาเผลอไปจับ
ฉันหยิบหนังสือมาให้เธอดูรูป เริ่มดูแค่รูปไม่ต้องอ่านอะไร และอย่างน้อยเธอก็จำ โฟร์มด ได้ ^^!
แถมยังบอกว่า 'โฟร์ไม่ค่อยสวยแล้ว' แสดงว่า ยังคงจำได้ว่าเมื่อก่อนเคยเห็นโฟร์สวยกว่านี้

เย็นวันนี้ฉันโทรหาเธอหลังจากที่ธุระเสร็จสิ้น เธอว่าฉันอีกแล้วว่า ฉันไม่ไปหาเธอเลย
ฉันเลยช่วยเตือนเสียหน่อยว่าเมื่อวานเอาช็อคโกแลตไปให้ไง จำไม่ได้อีกแล้วเหรอ
ตอนนั้นเวลาใกล้ ๆ หกโมงเย็น เธอว่าพึ่งทานข้าวทานยาเสร็จแล้วก็บ่นเหนื่อย
ฉันเลยบอกให้นอนพัก พร้อม ๆ กันก็ได้ยินเสียงหาวแล้วตอบมาว่า อยากพักแล้วเหมือนกัน

"รักเค้าไหมค้ะ" ฉันถามก่อนจะวางสาย แล้วก็ได้ยินเสียงกระซิบเบ๊า เบาตอบกลับมาว่า รักซี่..
ต่อด้วยคำสั่งว่า ตัวเองรักเค้าเยอะ ๆ นะ นะ นะ


ไม่ต้องสัญยิงสัญญาอะไรกันให้มากความ ทุกอย่างที่ฉันทำในตอนนี้ก็บอกอยู่แล้ววันฉันรัก นะเธอ

ฉันรู้ว่ามันอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากเย็นสำหรับเธอ สำหรับฉัน สำหรับพ่อแม่
แต่เราก็จะผ่านมันไปด้วยกัน นะค้ะ..



อยากได้ยินว่ารักกัน - อัสนี วสันต์

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

ขอบคุณ

18 มกราคม 09


สามทุ่มวันนี้ฉันไปเยี่ยมเธอหลังจากที่ไม่ได้ไปมาเกือบจะเดือนหนึ่งแล้ว โทรศัพท์ทีแรกแม่บอกว่าเธอหลับไปแล้วแต่ฉันก็บอกท่านว่าจะขึ้นไปหาที่ห้อง แค่อยากไปเห็นหน้า เห็นว่าเธอดูดีขึ้น ฉันคิดถึง..

ไปถึงโรงพยาบาลก็ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ฉันเดินหาห้องเธอไม่เจอ ขึ้นไปตึกเก่าที่เธอเคยไป เดินไปชั้นเจ็ดและพบว่าไม่มีห้องพิเศษสองเลย แวะถามพยาบาลเค้าบอกให้ฉันไปชั้น 13 ฉันก็ไปตามนั้น ปรากฎว่าไม่เจออีกครั้ง ใกล้จะสี่ทุ่มแล้วฉันเดินจนเหนื่อยเลยเธอ ฉันถามพยาบาลที่เคาท์เตอร์ชั้นสิบสาม เค้าก็บอกว่าฉันมาผิดตึกแล้วล่ะ เธออยู่ตึกสุจิณโนเป็นแน่เท้

ฉันก็เลยลงลิฟต์มาชั้นกราวด์เหมือนเดิม ถามพนักงานทำความสะอาดก่อนหนึ่งครั้งให้แน่ใจ เค้าก็บอกให้ฉันเดินเลี้ยวขวาออกไปจะเจอตึก ทว่าตึกสุจิณโนมีสองฝั่ง ฉันก็ไม่รู้จะไปทางไหนเจอคุณป้าพยาบาลเดินออกเวรมาพอดี เลยดักถามเค้าสักหน่อย ป้าเค้าบอกว่าอยู่ฝั่งขวาชั้นเจ็ด..

ก็น่าจะเจอแล้วแต่ก็ไม่เจออีก เพราะฉันเดินไปผิดทาง เข้าไปถามในห้องผู้ป่วยรวมเค้าบอกไม่มีชื่อนี้ฉันเลย
ขึ้นไปดูชั้น 13 เพราะบอกว่าพิเศษ 2 เหมือนกัน จนในที่สุด พยาบาลที่ชั้น 13 นี่แหละใจดีช่วยคีย์หาชื่อเธอให้จากในคอมพิวเตอร์ ฉันถึงรู้ว่าที่จริงเธออยู่ชั้น เจ็ดเมื่อกี้นี่แหละ แต่ฉันต้องเดินเลี้ยวขวาเมื่อออกจากลิฟต์ และเธออยู่ห้องพิเศษ 2 ไม่ใช่แค่ พิเศษ 2 บนชั้น 13

เดินไปถึงหน้าห้องฉันง่วงแล้วก็เหนื่อยนิด ๆ แต่เห็นประตูเปิดแง้มทิ้งไว้ สงสัยว่าแม่เธอจะเปิดไว้ให้ฉันรึเปล่า
ภาพแรก เธอโบกมือให้ฉันและมืออีกข้างหนึ่งก็ขยี้ตา.. รู้ไหม..ว่าใจฉันคิดอะไร ฉันกำลังคิดว่า
เธอจำฉันได้รึเปล่า แล้วจะพูดกับฉันได้ไหม เธอของฉันกลับมาแล้วจริง ๆ ใช่ไหม

"ตัวเอง..." เธอของฉันพูดได้แล้ว เสียงงัวเงียไปหน่อยแต่หลังจากนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นเป็นลำดับ
"ไหนบอกว่าหลับไปแล้วไงค้ะ" ฉันว่า แล้วแม่เธอก็บอกว่า เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงแม่คุยโทรศัพท์เรียกชื่อข้าวฟ่างเลยตื่นเลย ฉันกวนเธอนี่นา เง้อ..
"วันนี้เค้าเป็นอะไรไม่รู้ เค้าคิดถึงตะเองมั่ก มั่ก มาก" เธอของฉันเหมือนเด็กเลย เธอเหมือนเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ฉันรักมาเสมอ เด็กผู้หญิงใส ๆ คนนั้นที่ฉันคิดถึง เธอไม่ได้มีเกราะกำบังเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
"เค้าก็คิดถึงตัวเอง"
"เค้าอยากให้ตัวเองมาหาเค้าบ้าง.." โธ๋..ที่รัก ฉันมาหาเธอบ่อยจะตายไป เธอต่างหากที่จำไม่ได้นะค้ะ
"เค้ามาหาตัวเองบ่อยออกนะ จำไม่ได้เหรอ" เธอส่ายหัวยิก ๆ ตาใสแป๋ว เอามือตบพุงฉันแล้วก็ว่าฉันพุงโตอีก ฉันจับมือเธอ แล้วเธอก็มองแต่พุงฉันอยู่อย่างนั้น
"จุฟ จุฟ หอมแก้มเค้าหน่อย"


ความรู้สึกนี้มันเป็นยังไงกันนะ.. มันอบอุ่น และคุณก็รู้ว่า คน ๆ นี้แหละคือคนที่เรารักเขาได้โดยไม่มีข้อแม้
เราไม่ต้องเป็นแฟนกันหรอก แต่ทำไมฉันรักเธอเหลือเกิน ในคืนวันนั้นที่ฉันรู้ว่าเธอเจ็บ ทุกสิ่งสวยงามที่ฉันมี
เหมือนถูกหักออกเป็นส่วนสัดกระจัดกระจายและหล่นหาย ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ ที่ฉันได้แต่มอง
ไม่กล้าแม้จะสัมผัส รู้สึกว่าตัวฉันสกปรก และรู้สึกว่าเธอบอบบางเหลือเกิน กลัวเธอจะไม่กลับมา
ชีวิตฉันมันหายไปเสี้ยวหนึ่ง.. มันหายไปฉันรู้ดี ทุกรอยยิ้มของฉันในช่วงเวลานั้นมันไม่เคยเต็มใจ


แต่วันนี้.. เราจับมือกัน เธอพูดกับฉัน หลังจากที่ฉันเฝ้าพูดกับเธอฝ่ายเดียวมาหลายครั้ง
ฉันหอมแก้มเธอได้ฟอดใหญ่ และไม่มีอะไรจะอายอีกต่อไป ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคนเรา
ไม่มีเหลือเวลามากพอให้วางท่าทีต่อกัน


มันเป็นอะไรที่ฉันไม่เคยรู้สึก เธอรู้บ้างไหม ฉันรักเธอเหลือเกิน รักอย่างที่ไม่มีข้อแม้
ฉันรักเด็กผู้หญิงธรรมดาที่นอนอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องเก่งกล้าสามารถ ไม่ต้องสวยเข็ดฝัน
และแข็งแกร่ง โลกตรงหน้าของเธอตอนนี้มันสดใสเหลือเกิน ฉันมองเห็น..

มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เธอพยายามจะเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเธอ.. อย่างเช่นทุกครั้งฉันจะถามเธอเสมอ
ว่ามีอะไรในใจมากมายนัก... ฉันมองเห็น.. และฉันยังเป็นคนนั้นที่มองเห็นหัวใจเธอได้เสมอ
และเธอรู้ไหม กับคนอื่นฉันไม่เคยเป็นเช่นนั้น


ฉันลากลับ เพราะไม่อยากอยู่กวนเธอ พ่อ แล้วก็พี่แต๋ว ดึกมากแล้ว ทุกคนควรจะได้พักแล้ว
ฉันสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปหาอีกพร้อมกับช็อคโกแลต


ขับรถออกจากโรงพยาบาลฉันกับพี่แวะโลตัสซื้อไอศครีมกิน ก่อนจะแวะ 7-11 ซื้อขนมไว้ให้เธอ
เพราะพรุ่งนี้จะได้ออกไปแต่เช้าไม่เสียเวลาซื้ออีก..


ฉันจะขอบคุณอย่างไรดี.. และจะขอบคุณใคร..
หากทุกอย่างได้ถูกกำหนดมาให้เป็นแบบนี้ สิ่งที่ฉันจะขอก็คือ ขอให้เธอของฉันเป็นเด็กธรรมดาคนนี้
อย่ากลับไปเป็นใครก็ไม่รู้ที่มีแต่เรื่องทุกข์ใจ เป็นเด็กที่โลกตรงหน้าสดใสอยู่เสมอ..

ฉันขอบคุณสวรรค์ที่ให้เธออยู่ ขอบคุณเธอของฉันที่กลับมา..



รัก

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

ห่างหาย เรื่องเยอะ หน้าที่แยะ


17 Jan 09

ได้ข่าวตั้งแต่ต้นอาทิตย์ว่าเธอร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวี่ทุกวัน ใครบอกว่าโลกนี้ไม่มีปาฏิหารย์(เขียนยังไงหน่ะ Miracle) ฉันเถียงขาดใจ อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์สอบที่เหนื่อยหนักสุด ๆ นอนไม่ถึงสามชั่วโมง อ่าหนังสือวันต่อวัน อาหารเช้าเลยถูกรวบรัดไปโปะไว้กับตอนเย็น ประหยัดและลดน้ำหนักไปด้วย (กำลังบ่นอ้วนอยู่เลย เหอๆ สมใจ)

วันอาทิตย์ที่แล้วฉันโทรหาแม่เธอ สวัสดีปีใหม่ แม่เธอก็นินทาเธอใหญ่ว่า เดี๋ยวนี้ ผิงแข็งแรงดีขึ้นทุกวันร้องจะกินนั่นกินนี่อยู่ได้ ฉันยิ้มแล้วก็นึกถึงวันนั้นที่แม่เธอร้องไห้กับฉัน วันนั้นที่เรากลัวจนไม่คิดว่าจะมีวันนี้ด้วยซ้ำไป แม่เธออวยพรให้ฉันสอบได้คะแนนเยอะ ๆ ฉันก็เหมือนจะได้อานิสงค์จากคำอวยพรของแม่มั้ง เลยเขียนตอบเขียนตอบ หัวเเล่นดีจัง


เย็นวันนี้มี Rise-up concert ของ korean people ในกลุ่ม international ของเราจัด
ทีแรกฉันคิดจะนอนอยู่บ้านสบาย ๆ ซะหน่อย เพราะเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ แต่คงปัดไม่ได้
เพราะ steven เดินเอาบัตรเข้างานมายัดให้ถึงมือ _ _""
ก็คงต้องไปดู งานนี้จัดกันใหญ่พอสมควรเห็นบอกว่ามีดาราเกาหลีมา วง พารัน อะไรซักอย่าง
steven มามุกกับฉันว่า "เธอจำเพื่อนเธอได้ไหม Ryan วงพารันหน่ะ"
ฉันก็เลยรับมุกหน่อย บอกว่าจำได้ ๆ steven เลยได้ใจ โม้มายาวเหยียด
"I told him that u will go but anyway if you can't he said it's alright."
ฉันก็เลยพยักหน้าขำ ๆ steven ยังไม่จบ
"Um.. he said it's alright cuz he don't care!"


Steve and Matt


อืม... กวน_น
เป็นเหตุผลที่ถ้าใครบอกว่า ผู้ชายเกาหลีใจร้าย หรือหยิ่ง ฉันจะเถียงกลับขาดใจ
แต่ถ้ามีใครบอกว่า คนเกาหลีหน้าตาดีทุกคน อันนั้นฉันไม่แน่ใจ 55
ฉันมีเพื่อนนักเรียนเกาหลี กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ที่เวลามีเรื่องเศร้าใจแล้วไปนั่งกับพวกนี้จะหายเป็นปลิดทิ้ง
อารมณ์ดีกันมาก จนเว่อด้วย อีกอย่างชอบแกล้งจนฉันลืมเศร้าไปเลย


เพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมาเล่าให้ฟังแบบตื่นเต้นสุด ๆ ว่า
"ตอนนี้หอพักนานาชาติมีแต่เกาหลีเต็มไปหมดแล้ว"

ฉันถามกลับไปว่าเต็มนั่นเต็มเท่าไหร่ คุณเธอก็บอกว่า about a hundred!!
เอาล่ะ.. ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมช่วงนี้เพื่อน ๆ ชาติอื่น ๆ ดูวุ่นวายใจกันจัง 55




Back เป็นนักเรียนเกาหลีย้ายมาจากเอแบค อายุเยอะกว่าฉันเป็นเหตุให้บางครั้งฉันก็เรียก
ว่าพี่หรือไม่ก็ลุง (ตามเพื่อนญี่ปุ่น) และชื่อแปลก ๆ ของฉันก็มาจากอิตาลุงนี่แหละ
ช่วงที่ผมฉันยาวประบ่า (ก็เรียนหนักนะจะตัดตอนไหนวะ) Back เรียกฉันว่า 'รีทริฟเวอร์'
ฉันก็ไม่ยอมเลยเรียกกลับว่า 'เชา เชา' อิตา back มันยังลุกลามตั้งชื่อให้เพื่อนจีนอีกคน
ที่ชื่อ Allen แต่ไปเรียกเค้าว่า 'โคอาล่า' แต่ชื่อนี้ฉันเห็นด้วยสุด ๆ เพราะหน้า Allen เหมือนเด๊ะเลย

จนกระทั่งความพยายามจะเรียกชื่อภาษาไทยของฉันหมดลง อิตา Back เลยเริ่ม
แปลงชื่อฉันไปเป็นชื่ออาหาร คือ ข้าวผัด ผันมาจาก ข้าวฟ่าง (เพื่อนพูด ฟอ ฟันไม่ถนัดนัก)
และลุงคงเห็นว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ จะลำบากเรียกมันภาษาไทยทำไม เรียกมันเป็นเกาหลีไปเลย
ฉันเลยรับชื่อ 'บก คึม บั่บ' มาอีกชื่อ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าข้าวฟ่างหรอก ข้าวผัดนั่นแหละ

ทีนี้เวลาเดินเข้าตึกมาปุ๊บ เกาหลีทุกผู้ทุกคนจะพากันตะโกนใส่ฉันว่า

"บก คึม บั่บ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"

ฉันเซ็งหนัก ๆ ก็จะตะโกนกลับไปว่า
"Are u hungry, r u hungry!!!???"


_ _"

เอ้อ.. เนี่ยนะ อะไร ๆ ในทีวี มันไม่ได้เป็นเหมือนความจริงหรอก เหอ ๆ

เอาว้ะ เป็นข้าวผัดก็ฟังดูเข้าที เหอ ๆ


จากเมืองปาย ถึงมือคนป่วย





สำหรับฉันมันไม่เคยสำคัญ ว่าวันนี้เราจะเป็นเพื่อนหรือคนรัก
ในวันนี้ที่เธอเจ็บ ฉันจะคอยดูแลเธอ ตราบใดที่ ยังรักและผูกพัน

ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะเลิกรอ

28 ธันวาคม 08

วันนี้เป็นวันที่สองที่ฉันกลับถึงเชียงใหม่ ฉันไปเยี่ยมเธอวันนี้
เธอย้ายไปห้องผู้ป่วยธรรมดาแล้ว วันนี้เธอเห็นหน้าฉัน
แล้วเธอก็ลืมตาโตขึ้น แม่ของเธอพูดว่า

"ทำตาโตใหญ่เลย ดูซิ๊ค้ะ ใครมาหา"


อาการเธอดีขึ้นมาก เพื่อน ๆ บอกว่า เมื่อวานเธอดื้อจะลงจากเตียง
จะลุกขึ้นวิ่งโชว์หรือไงค้ะ ^ _ ^
ฉันยืนอยู่ข้างขวาของเตียง เธอก็ยกขาขวาไปมาอยู่หลายครั้ง
จนน่าสงสัย ฉันเลยนวดให้ เธอถึงหยุดดิ้น พอฉันเลิกนวดเธอก็ยกขาอีก
นี่สรุปแกล้งนอนป่วยให้เรานวดให้รึเปล่าหนอ.. เธอของฉันยังพูดไม่ได้
สมองยังไม่พร้อมทำงานปกติ แต่ฉันรู้สึกได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังมองฉัน
ก่อนกลับฉันส่งโปสการ์ดใบนั้นให้เธอ ฉันพูดว่า "เค้าซื้อโปสการ์ดมาให้นะค้ะ"
แม่บอกให้เธอรับ เธอก็รับ มองดูที่ตัวหนังสือพวกนั้น แต่สมองคงล้าเกินกว่าจะอ่าน
คนข้าง ๆ บอกให้ฉันอ่านให้เธอฟัง แต่ฉันเขิน แม่เลยบอกว่า

"ไว้แม่อ่านให้ฟังนะค้า เป็นความลับเนาะ คนอื่นไม่ให้รู้ด้วยเนาะ"

เธอของฉันนิ่งไป อยู่ดี ๆ ก็ยกโปสการ์ดขึ้นมาใกล้หน้าฉัน เพื่อนเลยบอกว่า
สงสัยเธอจะอยากให้ฉันอ่านให้เธอฟัง...

แต่ฉันไม่ได้อ่าน เพราะร้องไห้ เสียก่อน.. น้ำตาไหล เพราะดีใจที่เธอรับรู้
เพียงแต่เราต้องใช้เวลา ทรมาณที่ยังคงคุยกันไม่ได้ อยากได้ยินเสียง
แม่ของเธอเข้มแข็งเกินไป จนฉันรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ แม่พูดอีกครั้งว่า

"เห็นไหมค้ะ.. เพื่อน ๆ ก็รักหนูนะ"


ฉันออกจากโรงพยาบาล หาร้านหนังสือนั่งพัก ทานกาแฟ
ช่างเป็นวันที่หัวใจสดชื่น และหดหู่ได้ในเวลาเดียวกัน
ไม่ได้เป็นมานานแล้วจริง ๆ



~ Look beyond ourself ,,
สองอาทิตย์ก่อน ฉันไปปายกับกลุ่มเพื่อนราวหกคน
กลายเป็นว่า อากาศเย็นสะเทือนสะท้านร่างกายขนาดไหน
ก็บ่อยั่นเท่าใจ ที่หนาวซะจนเส้นเลือดปูนโปนกันซะอย่างนั้น
อยากจะเอาหัวโขกตู้ไปรษณีย์แถวนั้นตายทุกคราที่เห็นคู่รักเดินขวางหน้า
กลุ่มปถุชนคนโสด(ไม่สนิท) อย่างเรา ๆ เฮ้อ... พลาดแล้ว พลาดอย่างแรงครับ ฮ่า...
ทริปนี้ เราวางแพลนกันตั้งแต่สองเดือนก่อน พอทราบข่าวเจ้าผิงตกตึก
ฉันเกือบล้มเลิก แต่ก็คิดได้เองทีหลังว่าอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอะไร หลบไปเที่ยว
กลับมาหาเธอ น่าจะดีกว่า





~ We've our own path ,,


ต้องขอบคุณเมืองปาย ที่แหล่งท่องเที่ยวนั้นกระจัดกระจายกันเหลือเกิน
เป็นการบังคับกันทางอ้อมให้ต้องหัดขับมอเตอไซให้เป็น
และสำหรับฉันที่ไม่ค่อยได้ขับ พอได้ลองของ วิชาก็ร้อนจัด
ถึงขั้นกลางคืนไม่หลับไปนอน ยังขับรถฝ่าอุณหภูมิ 9 องศาไป
หาโรตีชีสกินที่หน้า เซเว่นอีเลฟเว่น (อึดอัดกันไปหลายวันอยู่)
เรื่องอันตรายเป็นของคู่กับคนวัยเรา ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าจะขับไปหา_อะไรดึกขนาดนั้น






~ ฟ้ายามเย็น ขากลับจาก น้ำตกหมอแปง ,,



ทริปก่อนกลับ เราพากันขับรถไป Coffee in love, สะพานประวัติศาสตร์
ไปทานส้มตำหน้าอำเภอ (เผ็ดขาดใจ คนเยอะ และอร่อย ข้าเจ้าคอนเฟิม)
จากนั้นไปส่งโปสการ์ดที่ร้านมิตรไทย

แปลกหน้าแปลกใจ แต่ก็นั่งข้างกันได้ ,,


ครั้งนี้ส่งให้สามคน ส่วนใบที่สี่เขียนเองปั๊มเอง แล้วเก็บใส่กระเป๋า
หอบหิ้วกลับเชียงใหม่มาให้คนป่วย
ฉันอยากบอกว่าความรู้สึกฉันดีขึ้นมาก ค่อย ๆ ปรับกันได้ตามอัตภาพ
เสร็จจากเขียนโปสการ์ดเดินเข้าร้าน ฟรุตแฟคทอรี่ (ร้านน้ำปั่นอยู่เยื้องกันไม่ไกล)
เราก็ขับพากันไปหมู่บ้านยูนนาน ที่แดนแรงจัดและไอชิงช้าไม้นั่นก็โยกเยก
มีเสียงออดแอดจนน่ากลัว อยากขึ้นค่ะ.. แต่ไม่ขึ้นหรอก คนหมุนชิงช้าจะโหดกันไปไหน
หมุนตีลังกา กลับหน้ากลับหลัง คงยิ่งกว่านั่งไวกิ้ง _ _"
สองที่สุดท้ายที่ไปคือน้ำตก หมอแปง กับ จุดพักชมวิว ที่เก็บค่าเข้าสิบบาทเป็นค่าปุ๋ย
ทางไปน้ำตกหมอแปง พาเราไต่ระดับความสูง แต่ทิ้งดิ่งในด้านอุณหภูมิ
ขับไปถึงข้างบน ก็หน้าชากันแล้ว เห็นน้ำตกเลยได้แต่มองตาปรอย ภาคภูมิใจที่กูขี่มาได้ถึงนี่
แต่ไม่แตะน้ำกันซักคน :D
ขาลง เราแอบถามแม่ค้าด้วยว่า ทำไมต้อง หมอแปง วิศวกรแปงไม่ได้ก๋า
แม่ค้าหัวเราะเป็นคำตอบ พร้อมกับคำชวนให้อุดหนุนลูกชิ้นร้อน ๆ คลายหนาว
(จนถึงตอนนี้ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้อง หมอแปง?)





~ ดอกไม้ใต้ฝ่าเท้า สิบบาทที่จ่ายไปกับเวลาให้น้ำให้ปุ๋ยไม่คุ้มกัน ขอโทษค่ะ ,,


อย่างที่บอกว่า คุณลุงเก็บค่าเข้าสิบบาท เป็นค่าปุ๋ยค่าน้ำ
จากนั้นเราอยากจะถ่ายตรงไหน จะเข้าไปในแปลงดอกไม้ก็ไม่เป็นไร
ฉันก็หลงระเริงมากไปหน่อย เหยียบตายไปตั้งสองสามต้น รู้สึกผิดจัง
ใครแวะไปอย่าบ้ากล้องอย่างฉัน สงสารคนให้ดูแล และคนที่มาเที่ยวชมข้างหลังค่ะ





~ เช่นกัน ที่คนเราจะไม่มีวันเลิกคิดถึง ตราบเท่าที่ได้อ่านป้ายของร้านนี้ ,,


ถนนคนปาย ไม่วุ่นวายเท่าถนนคนเดินของท่าแพ ที่เชียงใหม่ คนไม่ได้เดินชนหลัง
ชนหน้ากันเวลาดึก ยังมีช่อง มีทางให้ได้หายใจหายคอ ได้หยุดดูของแปลก
ขนมต่างเมือง อย่าง อะละหว่า , สวยทะมิน , มันบดกะทิ ที่รสชาติเหมือนขนมหม้อแกงฝรั่ง
อาหารอย่างหนึ่งที่ฉันไม่กล้ากิน คือข้าวปุกงาดำ ใครไปช่วยบอกหน่อยนะคะว่ารสชาติเป็นยังไง
แต่ฉันเป็นคนไม่ชอบทานข้าวปิ้ง แป้งเหนียว ๆ เห็นแล้วเลย ไม่กล้าลอง
ร้านเค้กหลายร้านที่นี่น่านั่ง แต่เราเลือกนั่งร้านป้ายสีเหลือง ๆ คนขายเป็นมุสลิมใจดี
คุยเก่ง และเค้กร้านพี่ราคา 70 อัพแต่หน้าตาอลังการ รสชาติอร่อยดีค่ะ แต่จำชื่อร้านไม่ได้
โอ ๆ โช ๆ อะไรซักอย่าง _ _" (เป็นปลาทองที่ว่ายชนตู้วันละหลาย ๆ รอบ)
อีกร้านน่าจะเป็น all about coffee , black canyon ที่สี่แยกปายหนาว เป็นสาขาที่ทำให้ ฉันรู้สึกว่า แบล็คฯ น่านั่งขึ้นเยอะ

จากปาย ฉันก็นั่งรถไปขอนแก่นต่อ ไปหาพ่อ อยู่ที่นั่นราวห้าวัน
เที่ยวพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ และ พัทยา2 ที่ฉันอยากจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ห้วยตึงเฒ่า2
คงจะเหมาะกว่า อีกอย่าง ชื่อพันธุ์ไดโนเสาร์ "ภูเวียงโกซอรัส" อ่านแล้วมัน Cool!! ชอบกลนะ
เรื่องแปลก แถบอีสาน มีมาให้ตื่นเต้นใจกันได้ทุกวัน



1. วังสะพุงหมูกะทะ



ชื่อร้านหมูกะทะไม่แปลกอะไร แต่มันแปลกที่หน้าตาหมูกะทะ
ใครเลยจะรู้ว่า หมูกะทะที่นี่ เราไม่มีสิทธิ์เลือกว่า จะกินหมู เนื้อ หรือ ไก่
กินเครื่องในไหม หรือไม่กินผักอะไร ครั้งแรกเด็กยกมาเสิร์ฟฉันเห็นแล้ว
นึกว่าเย็นตาโฟ ในชามใบนั้นมีถ้วย หมูอยู่ข้างล่างสุด ตามด้วยตับ เซี่ยงจี้
และผ้าขี้ริ้ว(เครื่องในหน่ะค่ะ) มีไข่ไก่หนึ่งฟอง ข้างบน มีน้ำเลือดหมูทำให้ดูเหมือนเย็นตาโฟ
วิธีกินมีสองอย่าง หนึ่งคนให้เหมือนจะกินสุกี้ หรือตักไข่ใส่ทีหลัง แต่สภาพ
ก็จะออกมาเละไม่ต่างกัน ผักถาดใหญ่มาก ใส่ทีละทั้งถาดนั่นแหละ
มีข้าวโพดด้วย น้ำจิ้มเป็นน้ำพริกข่า (อร่อยดีนะ)
เราเลือกสั่งได้คื่อ ชุดเล็ก ชุดใหญ่ ถ้าสั่งใหญ่ก็จะได้ เย็นตาโฟอย่างนั้นมาสองถ้วย :D
รสชาติไม่เหมือนหน้าตาอาหารค่ะ เหมือนเค้าพูดกัน อาหารจะอร่อยอย่าไปมองมันที่หน้าตา
ไอเละ ๆ เนี่ยแหละอร่อย น้ำซุปถ้าไม่ประดังใส่เลือดหมูลงไปก็จะไม่ข้นเกินพอดี
ข้าวโพดกับกองผักทำให้น้ำซูปหวาน แปลก แต่ดีนะ!



2. ก๊วยเตี๋ยว กินคู่กับซอสพริก และ กะปิ



ภาคเหนือไม่มีค่ะ คิดว่าภาคกลางก็คงไม่มี ครั้งแรก สั่งก๊วยเตี๋ยวน้ำตกธรรมดา
ป้าเจ้าของร้านยกถาดผักใหญ่ ๆ มาให้ มีกะปิกระป๋อง กับพริกจี่มาด้วย แถมบนโต๊ะ
มีซอสพริก.. เอาสิกู จะกินยังไงให้เหมือนเจ้าบ้าน หรือจะกินตามวิถีตัวเองก็ขัดใจ
มาถึงถิ่นทั้งที เลยแอบมองโต๊ะรอบ ๆ ว่าเค้ากินกันยังไง เห็นเค้าเทซอส ใส่กะปิ
เอามั่ง ปรากฎว่า ต้องสั่งใหม่ 55 มื้อนี้สอนให้รู้ว่า เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ได้ในบางครั้ง
ถ้าตามคนอื่นแล้ว(ท้องไส้)เราจะเดือดร้อน



3. ไก่ย่างไดโนเสาร์



ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับไก่ย่าง ไม่ได้ข้องแวะ หรือมีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นไดโนเสาร์
แต่เป็นชื่อร้านอาหารระหว่างทางจากหนองเรือ สู่ภูเวียง
ร้าน "ไก่ย่างไดโนเสาร์" ไม่มีไก่ย่างขายค่ะ ปรากฎว่าตั้งไปงั้น (หรือไงว้ะ!) แต่
อาหารอร่อยถึงเครื่องจริง ๆ ราคาไม่แพงมาก ร้านเก่า ๆ นะ คะ แต่อาหารสุดยอด
เมนูแนะนำ กระดูกทอดไดโนเสาร์ เป็นกระดูกซี่โครงทอดงา ที่งายังขาวไม่ไหม้นุ่มอร่อยไม่เหนียว
แกงจืดเต้าหู้ ใส่เครื่องเหมือนต้มจืดแต่น้ำแกงเผ็ด ๆ เปรี้ยว ๆ อร่อยค่ะ
แกงกระดูกหมูยอดมะขาม อร่อยมาก... บอกได้แค่นี้
ปลาผัดเผ็ดอะไรซักอย่างที่จำไม่ได้ (สมองไม่ดีเนาะ) อร่อยอีกเหมือนกัน
ขอให้ลองสั่งด้วยตัวเอง แม้ไม่มีไก่ย่างอย่างชื่อร้าน แต่รับรองว่าท่านจะให้อภัย





* ทริป สองจังหวัดรวดครั้งนี้ คุ้มยิ่งกว่าทริปใด ๆ เพราะไม่ได้จ่ายตังค์เอง (ส่วนมาก) ฮ่า..
ขอบคุณ สปอนเซอร์ ที่บ้านมา ณ ที่นี้






ยังรอคอยเธอเสมอ - Pru พรู

ราวกับฝันไป

14 Dec 08


เธอคือความฝันในใจฉัน เพียงความฝันที่แสนไกล



หนังเรื่องนั้นที่ฉันหมายมั่น ปั้นใจว่าอยากจะดู เรื่องรักเศร้า..
ใจฉันถกเถียง มันจะเศร้าได้สักเท่าไร.. เรื่องจากปลายปากกา
ที่เศร้าเกินกว่าจะพบเห็นได้ในชีวิตจริง


หรือฉัน จะวางใจกับชีวิตมากไป หรือฉันพลาดไปที่คิดเช่นนั้น

วันนี้...
ฉันได้แต่ยืนมองเธอจากปลายเตียง ในห้องผู้ป่วยศัลกรรม
เตียงผู้ป่วยเรียงราย เสียงเครื่องช่วยหายใจดังยิ่งกว่าเสียงอันใดในโลกงี่เง่าใบนี้

พ่อกำลังจับมือเธอ พูดคุยกับเธอ ราวกับเธอเป็นเด็กทารกแรกเกิด
..... ขาฉันแข็ง และก็กลัวเหลือเกิน ไม่กล้าแม้จะเดินไปให้ใกล้กว่านั้น
มืออุ่น ๆ ของแม่เธอปลุกให้ฉันรู้สึกตัว....
"ข้าวฟ่างใช่ไหมลูก" ฉันพยักหน้า มองหน้าท่าน แล้วยิ้ม
"ผิงพูดถึงหนูบ่อย...เค้าบอกว่าหนูเป็นคนดี...." เสียงสะอื้น
และน้ำหนักมือที่ทาบลงมา แขนข้างซ้ายฉันหนักอึ้ง
ราวกับแบกรับความทุกข์ทั้งหมดของแม่เธอก็ไม่ปาน
"ผิงพูดถึงหนูบ่อย..." ประโยคเดิม ๆ ที่ตอกย้ำว่าฉันเป็นคนสำคัญ
สำคัญสำหรับเธอ ที่นอนอยู่บนเตียงนั่น แล้วตอนนี้ฉันทำไม่ได้
แม้จะบอกว่าเธอก็สำคัญสำหรับฉันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด...


เรื่องในภาพยนตร์หรือที่เศร้า... แล้ววันนี้ฉันเจอเล่า จะเรียกว่าอย่างไรดี

ริมระเบียง ทางเดินเชื่อมระหว่างตึก เสาอาคารไม่อุ่น และแข็งแรงพอ
จะช่วยให้ฉันรู้สึกทานทนกับเรื่องราวที่ได้เจอ...
ภาพเธอ ที่ยิ้มให้ฉัน ยังอยู่ข้างในนั้น ราวกับดวงตาฉันเป็นกระจกเงา
ที่มองไปทางไหน ฉันก็เห็นแต่เรื่องดี ๆ ที่เราได้ทำมาด้วยกัน

"ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้เค้ารู้ว่า ความรักไม่ต้องจบด้วยการเป็นคนรักเสมอไป"
"ตัวเองต้องดูแลเค้านะ แล้วเค้าจะเป็นเด็กดี"

ฉัน ไม่เคยจินตนาการ ว่า ในวันหนึ่งฉันจะต้องมายืนอยู่ตรงนี้
ยืนมองเธอหลับตาพริ้ม ราวกับเป็นคนแปลกหน้า...
ห่างกันแค่หมอนหนุน กับ ปลายเตียง แต่ทำไมเราจึงสัมผัสกันไม่ได้..
แล้วเธอจะได้ยินที่ฉันพูดไหม... เธอรู้รึเปล่า...
ฉันให้สัญญา ตอนนี้ ว่าถ้าเธอตื่น ฉันจะดูแลเธอให้ดี..

ต่อให้เราต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเหมือนเดิม

แม้เธอจะยังไม่ตื่นในวันนี้พรุ่งนี้ ฉันก็จะดูแลเธอให้ดี
จนกว่าวันนั้นที่เธอจะตื่นขึ้นมา ฟังฉัน
บอกเธอว่า เธอก็สำคัญสำหรับฉันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


เธอ... คือ ของขวัญ ที่ฉัน อยากจะได้ที่สุด เมื่อลืมตาตื่น
ขอเพียง เธอ ของฉันคืนมา... ได้โปรด

ราวกับฝันไป แต่ความเจ็บปวดได้ตอบฉันแล้ว ว่าคือเรื่องจริง