สำหรับฉันมันไม่เคยสำคัญ ว่าวันนี้เราจะเป็นเพื่อนหรือคนรัก
ในวันนี้ที่เธอเจ็บ ฉันจะคอยดูแลเธอ ตราบใดที่ ยังรักและผูกพันไม่มีเหตุผลที่ฉันจะเลิกรอ
28 ธันวาคม 08
วันนี้เป็นวันที่สองที่ฉันกลับถึงเชียงใหม่ ฉันไปเยี่ยมเธอวันนี้
เธอย้ายไปห้องผู้ป่วยธรรมดาแล้ว วันนี้เธอเห็นหน้าฉัน
แล้วเธอก็ลืมตาโตขึ้น แม่ของเธอพูดว่า
"ทำตาโตใหญ่เลย ดูซิ๊ค้ะ ใครมาหา"
อาการเธอดีขึ้นมาก เพื่อน ๆ บอกว่า เมื่อวานเธอดื้อจะลงจากเตียง
จะลุกขึ้นวิ่งโชว์หรือไงค้ะ ^ _ ^
ฉันยืนอยู่ข้างขวาของเตียง เธอก็ยกขาขวาไปมาอยู่หลายครั้ง
จนน่าสงสัย ฉันเลยนวดให้ เธอถึงหยุดดิ้น พอฉันเลิกนวดเธอก็ยกขาอีก
นี่สรุปแกล้งนอนป่วยให้เรานวดให้รึเปล่าหนอ.. เธอของฉันยังพูดไม่ได้
สมองยังไม่พร้อมทำงานปกติ แต่ฉันรู้สึกได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังมองฉัน
ก่อนกลับฉันส่งโปสการ์ดใบนั้นให้เธอ ฉันพูดว่า "เค้าซื้อโปสการ์ดมาให้นะค้ะ"
แม่บอกให้เธอรับ เธอก็รับ มองดูที่ตัวหนังสือพวกนั้น แต่สมองคงล้าเกินกว่าจะอ่าน
คนข้าง ๆ บอกให้ฉันอ่านให้เธอฟัง แต่ฉันเขิน แม่เลยบอกว่า
"ไว้แม่อ่านให้ฟังนะค้า เป็นความลับเนาะ คนอื่นไม่ให้รู้ด้วยเนาะ"
เธอของฉันนิ่งไป อยู่ดี ๆ ก็ยกโปสการ์ดขึ้นมาใกล้หน้าฉัน เพื่อนเลยบอกว่า
สงสัยเธอจะอยากให้ฉันอ่านให้เธอฟัง...
แต่ฉันไม่ได้อ่าน เพราะร้องไห้ เสียก่อน.. น้ำตาไหล เพราะดีใจที่เธอรับรู้
เพียงแต่เราต้องใช้เวลา ทรมาณที่ยังคงคุยกันไม่ได้ อยากได้ยินเสียง
แม่ของเธอเข้มแข็งเกินไป จนฉันรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ แม่พูดอีกครั้งว่า
"เห็นไหมค้ะ.. เพื่อน ๆ ก็รักหนูนะ"
ฉันออกจากโรงพยาบาล หาร้านหนังสือนั่งพัก ทานกาแฟ
ช่างเป็นวันที่หัวใจสดชื่น และหดหู่ได้ในเวลาเดียวกัน
ไม่ได้เป็นมานานแล้วจริง ๆ
~ Look beyond ourself ,,
สองอาทิตย์ก่อน ฉันไปปายกับกลุ่มเพื่อนราวหกคน
กลายเป็นว่า อากาศเย็นสะเทือนสะท้านร่างกายขนาดไหน
ก็บ่อยั่นเท่าใจ ที่หนาวซะจนเส้นเลือดปูนโปนกันซะอย่างนั้น
อยากจะเอาหัวโขกตู้ไปรษณีย์แถวนั้นตายทุกคราที่เห็นคู่รักเดินขวางหน้า
กลุ่มปถุชนคนโสด(ไม่สนิท) อย่างเรา ๆ เฮ้อ... พลาดแล้ว พลาดอย่างแรงครับ ฮ่า...
ทริปนี้ เราวางแพลนกันตั้งแต่สองเดือนก่อน พอทราบข่าวเจ้าผิงตกตึก
ฉันเกือบล้มเลิก แต่ก็คิดได้เองทีหลังว่าอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอะไร หลบไปเที่ยว
กลับมาหาเธอ น่าจะดีกว่า
![]()
~ We've our own path ,,
ต้องขอบคุณเมืองปาย ที่แหล่งท่องเที่ยวนั้นกระจัดกระจายกันเหลือเกิน
เป็นการบังคับกันทางอ้อมให้ต้องหัดขับมอเตอไซให้เป็น
และสำหรับฉันที่ไม่ค่อยได้ขับ พอได้ลองของ วิชาก็ร้อนจัด
ถึงขั้นกลางคืนไม่หลับไปนอน ยังขับรถฝ่าอุณหภูมิ 9 องศาไป
หาโรตีชีสกินที่หน้า เซเว่นอีเลฟเว่น (อึดอัดกันไปหลายวันอยู่)
เรื่องอันตรายเป็นของคู่กับคนวัยเรา ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าจะขับไปหา_อะไรดึกขนาดนั้น
~ ฟ้ายามเย็น ขากลับจาก น้ำตกหมอแปง ,,
ทริปก่อนกลับ เราพากันขับรถไป Coffee in love, สะพานประวัติศาสตร์
ไปทานส้มตำหน้าอำเภอ (เผ็ดขาดใจ คนเยอะ และอร่อย ข้าเจ้าคอนเฟิม)
จากนั้นไปส่งโปสการ์ดที่ร้านมิตรไทยแปลกหน้าแปลกใจ แต่ก็นั่งข้างกันได้ ,,
ครั้งนี้ส่งให้สามคน ส่วนใบที่สี่เขียนเองปั๊มเอง แล้วเก็บใส่กระเป๋า
หอบหิ้วกลับเชียงใหม่มาให้คนป่วย
ฉันอยากบอกว่าความรู้สึกฉันดีขึ้นมาก ค่อย ๆ ปรับกันได้ตามอัตภาพ
เสร็จจากเขียนโปสการ์ดเดินเข้าร้าน ฟรุตแฟคทอรี่ (ร้านน้ำปั่นอยู่เยื้องกันไม่ไกล)
เราก็ขับพากันไปหมู่บ้านยูนนาน ที่แดนแรงจัดและไอชิงช้าไม้นั่นก็โยกเยก
มีเสียงออดแอดจนน่ากลัว อยากขึ้นค่ะ.. แต่ไม่ขึ้นหรอก คนหมุนชิงช้าจะโหดกันไปไหน
หมุนตีลังกา กลับหน้ากลับหลัง คงยิ่งกว่านั่งไวกิ้ง _ _"
สองที่สุดท้ายที่ไปคือน้ำตก หมอแปง กับ จุดพักชมวิว ที่เก็บค่าเข้าสิบบาทเป็นค่าปุ๋ย
ทางไปน้ำตกหมอแปง พาเราไต่ระดับความสูง แต่ทิ้งดิ่งในด้านอุณหภูมิ
ขับไปถึงข้างบน ก็หน้าชากันแล้ว เห็นน้ำตกเลยได้แต่มองตาปรอย ภาคภูมิใจที่กูขี่มาได้ถึงนี่
แต่ไม่แตะน้ำกันซักคน :D
ขาลง เราแอบถามแม่ค้าด้วยว่า ทำไมต้อง หมอแปง วิศวกรแปงไม่ได้ก๋า
แม่ค้าหัวเราะเป็นคำตอบ พร้อมกับคำชวนให้อุดหนุนลูกชิ้นร้อน ๆ คลายหนาว
(จนถึงตอนนี้ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้อง หมอแปง?)
~ ดอกไม้ใต้ฝ่าเท้า สิบบาทที่จ่ายไปกับเวลาให้น้ำให้ปุ๋ยไม่คุ้มกัน ขอโทษค่ะ ,,
อย่างที่บอกว่า คุณลุงเก็บค่าเข้าสิบบาท เป็นค่าปุ๋ยค่าน้ำ
จากนั้นเราอยากจะถ่ายตรงไหน จะเข้าไปในแปลงดอกไม้ก็ไม่เป็นไร
ฉันก็หลงระเริงมากไปหน่อย เหยียบตายไปตั้งสองสามต้น รู้สึกผิดจัง
ใครแวะไปอย่าบ้ากล้องอย่างฉัน สงสารคนให้ดูแล และคนที่มาเที่ยวชมข้างหลังค่ะ
~ เช่นกัน ที่คนเราจะไม่มีวันเลิกคิดถึง ตราบเท่าที่ได้อ่านป้ายของร้านนี้ ,,
ถนนคนปาย ไม่วุ่นวายเท่าถนนคนเดินของท่าแพ ที่เชียงใหม่ คนไม่ได้เดินชนหลัง
ชนหน้ากันเวลาดึก ยังมีช่อง มีทางให้ได้หายใจหายคอ ได้หยุดดูของแปลก
ขนมต่างเมือง อย่าง อะละหว่า , สวยทะมิน , มันบดกะทิ ที่รสชาติเหมือนขนมหม้อแกงฝรั่ง
อาหารอย่างหนึ่งที่ฉันไม่กล้ากิน คือข้าวปุกงาดำ ใครไปช่วยบอกหน่อยนะคะว่ารสชาติเป็นยังไง
แต่ฉันเป็นคนไม่ชอบทานข้าวปิ้ง แป้งเหนียว ๆ เห็นแล้วเลย ไม่กล้าลอง
ร้านเค้กหลายร้านที่นี่น่านั่ง แต่เราเลือกนั่งร้านป้ายสีเหลือง ๆ คนขายเป็นมุสลิมใจดี
คุยเก่ง และเค้กร้านพี่ราคา 70 อัพแต่หน้าตาอลังการ รสชาติอร่อยดีค่ะ แต่จำชื่อร้านไม่ได้
โอ ๆ โช ๆ อะไรซักอย่าง _ _" (เป็นปลาทองที่ว่ายชนตู้วันละหลาย ๆ รอบ)
อีกร้านน่าจะเป็น all about coffee , black canyon ที่สี่แยกปายหนาว เป็นสาขาที่ทำให้ ฉันรู้สึกว่า แบล็คฯ น่านั่งขึ้นเยอะ
จากปาย ฉันก็นั่งรถไปขอนแก่นต่อ ไปหาพ่อ อยู่ที่นั่นราวห้าวัน
เที่ยวพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ และ พัทยา2 ที่ฉันอยากจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ห้วยตึงเฒ่า2
คงจะเหมาะกว่า อีกอย่าง ชื่อพันธุ์ไดโนเสาร์ "ภูเวียงโกซอรัส" อ่านแล้วมัน Cool!! ชอบกลนะ
เรื่องแปลก แถบอีสาน มีมาให้ตื่นเต้นใจกันได้ทุกวัน
1. วังสะพุงหมูกะทะ
ชื่อร้านหมูกะทะไม่แปลกอะไร แต่มันแปลกที่หน้าตาหมูกะทะ
ใครเลยจะรู้ว่า หมูกะทะที่นี่ เราไม่มีสิทธิ์เลือกว่า จะกินหมู เนื้อ หรือ ไก่
กินเครื่องในไหม หรือไม่กินผักอะไร ครั้งแรกเด็กยกมาเสิร์ฟฉันเห็นแล้ว
นึกว่าเย็นตาโฟ ในชามใบนั้นมีถ้วย หมูอยู่ข้างล่างสุด ตามด้วยตับ เซี่ยงจี้
และผ้าขี้ริ้ว(เครื่องในหน่ะค่ะ) มีไข่ไก่หนึ่งฟอง ข้างบน มีน้ำเลือดหมูทำให้ดูเหมือนเย็นตาโฟ
วิธีกินมีสองอย่าง หนึ่งคนให้เหมือนจะกินสุกี้ หรือตักไข่ใส่ทีหลัง แต่สภาพ
ก็จะออกมาเละไม่ต่างกัน ผักถาดใหญ่มาก ใส่ทีละทั้งถาดนั่นแหละ
มีข้าวโพดด้วย น้ำจิ้มเป็นน้ำพริกข่า (อร่อยดีนะ)
เราเลือกสั่งได้คื่อ ชุดเล็ก ชุดใหญ่ ถ้าสั่งใหญ่ก็จะได้ เย็นตาโฟอย่างนั้นมาสองถ้วย :D
รสชาติไม่เหมือนหน้าตาอาหารค่ะ เหมือนเค้าพูดกัน อาหารจะอร่อยอย่าไปมองมันที่หน้าตา
ไอเละ ๆ เนี่ยแหละอร่อย น้ำซุปถ้าไม่ประดังใส่เลือดหมูลงไปก็จะไม่ข้นเกินพอดี
ข้าวโพดกับกองผักทำให้น้ำซูปหวาน แปลก แต่ดีนะ!
2. ก๊วยเตี๋ยว กินคู่กับซอสพริก และ กะปิ
ภาคเหนือไม่มีค่ะ คิดว่าภาคกลางก็คงไม่มี ครั้งแรก สั่งก๊วยเตี๋ยวน้ำตกธรรมดา
ป้าเจ้าของร้านยกถาดผักใหญ่ ๆ มาให้ มีกะปิกระป๋อง กับพริกจี่มาด้วย แถมบนโต๊ะ
มีซอสพริก.. เอาสิกู จะกินยังไงให้เหมือนเจ้าบ้าน หรือจะกินตามวิถีตัวเองก็ขัดใจ
มาถึงถิ่นทั้งที เลยแอบมองโต๊ะรอบ ๆ ว่าเค้ากินกันยังไง เห็นเค้าเทซอส ใส่กะปิ
เอามั่ง ปรากฎว่า ต้องสั่งใหม่ 55 มื้อนี้สอนให้รู้ว่า เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ได้ในบางครั้ง
ถ้าตามคนอื่นแล้ว(ท้องไส้)เราจะเดือดร้อน
3. ไก่ย่างไดโนเสาร์
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับไก่ย่าง ไม่ได้ข้องแวะ หรือมีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นไดโนเสาร์
แต่เป็นชื่อร้านอาหารระหว่างทางจากหนองเรือ สู่ภูเวียง
ร้าน "ไก่ย่างไดโนเสาร์" ไม่มีไก่ย่างขายค่ะ ปรากฎว่าตั้งไปงั้น (หรือไงว้ะ!) แต่
อาหารอร่อยถึงเครื่องจริง ๆ ราคาไม่แพงมาก ร้านเก่า ๆ นะ คะ แต่อาหารสุดยอด
เมนูแนะนำ กระดูกทอดไดโนเสาร์ เป็นกระดูกซี่โครงทอดงา ที่งายังขาวไม่ไหม้นุ่มอร่อยไม่เหนียว
แกงจืดเต้าหู้ ใส่เครื่องเหมือนต้มจืดแต่น้ำแกงเผ็ด ๆ เปรี้ยว ๆ อร่อยค่ะ
แกงกระดูกหมูยอดมะขาม อร่อยมาก... บอกได้แค่นี้
ปลาผัดเผ็ดอะไรซักอย่างที่จำไม่ได้ (สมองไม่ดีเนาะ) อร่อยอีกเหมือนกัน
ขอให้ลองสั่งด้วยตัวเอง แม้ไม่มีไก่ย่างอย่างชื่อร้าน แต่รับรองว่าท่านจะให้อภัย
* ทริป สองจังหวัดรวดครั้งนี้ คุ้มยิ่งกว่าทริปใด ๆ เพราะไม่ได้จ่ายตังค์เอง (ส่วนมาก) ฮ่า..
ขอบคุณ สปอนเซอร์ ที่บ้านมา ณ ที่นี้
ยังรอคอยเธอเสมอ - Pru พรู




แปลกหน้าแปลกใจ แต่ก็นั่งข้างกันได้ ,,


1 ความคิดเห็น:
อ่านแล้วรู้สึกและนึกภาพตามน้ำตาคลออ่ะ!ตอนสาวน้อยยกโปสการ์ด.....
เมืองปาย...เสียดายที่ไม่ได้ดูภาพแปลกจังมัยเปิดไม่ได้
แวะมาอ่านจร้า
แสดงความคิดเห็น